วันพุธ, พฤษภาคม 01, 2556

วิธีตรวจสารต้องห้ามในเครื่องสำอาง สาระดีๆสำหรับสาวๆ


      วันนี้มีวิธีตรวจหาสารต้องห้ามในเครื่องสำอางมาฝากค่ะ ก็แหมจะให้ผู้หญิงหยุดสวยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะความสวยความงามกับผู้หญิงเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร แต่จะสวยแล้วสุขภาพไม่ดีก็ไม่ไหวดิฉันจึงนำวิธีตรวจหาสารปรอท ไฮโดรควิโนน ง่ายๆมาฝากสาวๆได้ตรวจกันเองที่บ้านเลยค่ะ

ให้นำผงซักฟอกมาละลายน้ำให้เป็นเนื้อครีมข้นๆ
นำครีมทาผิวมาทาลงบนกระดาษทิชชู่บางๆ
แล้วเอาผงซักฟอกที่เป็นละลายไว้มาทาทับลงบนครีมทาผิว ทิ้งไว้ประมาณ  3-5 นาที บริเวณกระดาษทิชชู่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

วิธีตรวจสารสเตียรอยด์
ทาผลิตภัณฑ์บริเวณใต้ท้องแขน แล้วนำพลาสเตอร์มาปิดทับไว้ ทิ้งไว้ 6 ชม. จึงเปิดดูสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีบริเวณใต้ท้องแขน หากบริเวณดังกล่าวมีลักษณะขาวซีดกว่าบริเวณผิวหนังโดยรอบ ที่ไม่ได้ทาครีม แสดงว่าในเนื้อครีมมีส่วนผสมของ สารสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ควรใช้ครีมนั้นอย่างเด็ดขาด

โทษของสารต้องห้ามเหล่านี้นะคะ
สารปรอททำให้ผิวขาวใสขึ้นจนสะดุดตาภายใน 1 อาทิตย์ จากปรอทแอมโมเนียอาจทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ ผิวบางลง เกิดพิษสะสมของสารปรอท ทำให้ทางเดินปัสสาวะและไตอักเสบ และกรดวิตามินเอ อาจทำให้เกิดอาการหน้าแดงแสบร้อนรุนแรง เกิดการอักเสบ ผิวหน้าลอกอย่างรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์


ขอเพิ่มเติมรายชื่อเครื่องสำอางมีสารอันตรายเพิ่มเติมอีก 21 รายชื่อ ดังนี้ พบสารห้ามใช้
1.เรเดียนซ์ ไวท์ สปา ครีมน้ำนมชาเขียว 

2.ครีม Dr.JAPAN 
3.ครีมรกแกะ Placenta cream (ฝาสีชมพู)
4.ครีมรกแกะ Placenta cream สูตรพิเศษสำหรับฝ้าหนา 
5.ครีมรกแกะ ผสมคอลลาเจน สูตร Day Cream / SPF 15 
6.ครีมรกแกะ Placenta cream (ฝาสีฟ้า) 
7.ครีมบำรุงผิวสมุนไพรขมิ้นชัน 
8.ครีมหัวไชเท้า KN 
9. ครีมแครอท KN 
10.Arocha ครีมสมุนไพรว่านหางจระเข้ 
11.McFIN แอคทีฟไวท์ ทรีตเมนต์ 
12.MC MIRACLE CREAM WHITENING NIGHT CREAM 
13.MC MIRACLE CREAM WHITENING DAY CREAM 
14.ครีมสมุนไพรว่านนางสาว สูตร 1 
15.ไวท์โรส ครีมรกแกะ16.Kim ครีมไข่มุกผสมบัวหิมะ 
17.White Care cream ครีมหน้าเด้ง 
18.คลินิกแคร์ Brightening Night Cream (ตลับสีน้ำเงิน) 
19 คลินิกแคร์ Whitening Night Cream (ตลับสีแดง) 
20.มายด์ แอนด์ มายด์ ครีมโสมผสมหัวไชเท้าสกัด 
21.Pharmacy Cream ครีมขาวเนียน

โอ้วว นี่เป็นเพียงสาระเบื้องต้น ที่น่าสยองมากนะคะ เพื่อความแน่ในควรตรวจสอบครีมที่ใช้อยู่ด้วยแล้วกันนะคะ

ขอบคุณเนื้อหาจาก เด็กดี นะคะ

วันอังคาร, เมษายน 30, 2556

สวนเคอเคนฮอฟ สวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก











สวนเคอเคนฮอฟ (Keukenhof) ตั้งอยู่ที่ชาน เมืองลิซเซ่ (Lisse) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกทิวลิปที่ใหญ่ที่สุดในโลกและสำคัญยิ่งของฮอลแลนด์ สวนเคอเคนฮอฟั้งอยู่ในเมืองลิซเซ่อยู่ห่างจากอัมสเตอร์ดัมเพียง 29 กิโลเมตร

     สวนเคอเคนฮอฟ เดิมเป็นสวนสาธารณะมาก่อน ต่อมาในปี 1949 สมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้ประเภทไม้หัวแห่งเมืองลิซเซ่ ได้ใช้สวนแห่งนี้ส่งเสริมการปลูกไม้หัวพันธุ์ใหม่ๆ โดยแบ่งที่ให้กับบริษัทผู้ผลิตไม้หัวเป็นผู้ปลูกและเข้าบำรุงรักษา ซึ่งก็ทำให้เกิดพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นทุกปี ผู้ซื้อทิวลิปจากทั่วโลกจะมาชมและคัดเลือกทิวลิปที่ต้องการจากแปลงสาธิตในสวนเคอเคนฮอฟ จึงทำให้สวนเคอเคนฮอฟนี้เป็นสวนดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

     สวนเคอเคนฮอฟ เป็นสวนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยทิวลิปที่มีมากกว่า 7 ล้านต้นในแต่ละปี รวมทั้งไม้หัวอื่นๆ เช่น ลิลลี่ แดฟโฟดิล หรือนาซิสซัส ไฮยาซินธ์ ออกดอกบานสะพรั่งอยู่ดูละลานตา ครอบคลุมพื้นที่ 32 เฮกเตอร์

     สวนได้ถูกออกแบบไว้อย่างสวยงาม ประกอบไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อันเก่าแก่ มีทางเดินอันร่มรื่น บางตอนก็มีงานประติมากรรมประดับสวนอยู่เป็นระยะ มีสระน้ำและน้ำพุ มีศาลาจัดแสดงกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับดอกไม้มากมาย มีการจัดสวนตัวอย่าง การวางแผนจัดปลูกไม้ดอกไม้ใบ มีร้านอาหาร 4 แห่ง รวมทั้งคอฟฟี่ช็อป สวนเคอเคนฮอฟนี้ จะเปิดให้เข้าชมประมาณกลางเดือนมีนาคม ไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคมของทุกปี 

     สวนแห่งนี้ได้เปิดให้เข้าชมในช่วงกลางเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม และช่วงที่ทิวลิปจะสวยที่สุด จะอยู่ช่วงกลางเดือนเมษายน อย่างไรก็ตามก็ยังมีทิวลิป ให้ชื่นชมกันตลอด แต่อาจจะโทรมไปบ้าง จนถึงประมาณปลายเดือนพฤษภาคมซึ่งทางสวนจะจัดโปรแกรมการปลูกเพื่อให้ดอกไม้ในสวนบานพร้อมๆ กันในช่วงที่สวนเปิด นอกจากจักรยาน 2 ล้อที่สวนจัดไว้ ยานพาหนะทุกชนิดไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสวน

ไหนๆแล้วก็ขอฝากภาพมาให้ชมก่อนไปถึงสวนเคอเคนฮอฟแล้วกันคะ












ไม่ทราบนะคะว่าทุกท่านได้เห็นภาพแล้ว จะอยากไปเที่ยวสวนเคอเคนฮอฟเหมือนกับฉันรึเปล่า :)

วันพฤหัสบดี, เมษายน 11, 2556

สภากาชาด


สภากาชาดสากล


          ผู้ให้กำเนิดสภากาชาดสากล  คือนายอังรี ดูนังต์(Henry Dunant) ชาวสวิตเซอร์แลนด์  เขาเกิดเมื่อวันที่  ๘พฤษภาคม  พ.ศ. ๒๓๗๑ ณ กรุงเจนีวา ในครอบครัวขุนนางตระกูลสูง ดูนังต์เป็นนักท่องเที่ยวเขาเดินทางไปแสวงหาโชคลาภในทวีปแอฟริกาเหนือ ๒ ครั้ง ในการเดินทางครั้งที่ ๒ เขาผ่านไปทางภาคเหนือของอิตาลีที่หมู่บ้านซอลเฟริโน (Solferino) ณ ที่นี้เองที่เขาได้เห็นการสู้รบระหว่างทหารฝรั่งเศส ซึ่งเขามาช่วยอิตาลีรบกับออสเตรีย เขาเห็นทหาร ๔๐,๐๐๐ จากจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ คน  บาดเจ็บล้มตายโดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ  ด้วยแรงบันดาลใจครั้งนี้ เขาจึงคิดที่จะสร้างองค์การอาสาสมัครเพื่อดูแลทหารบาดเจ็บในยามสงครามขึ้น
          จากความคิดของอังรี ดูนังต์ เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๖ ก็ได้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการระหว่างประเทศเพื่อบรรเทาทุกข์ทหารบาดเจ็บ" (International Committee for the Relief of Wounded Combatants) ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้รับการปรับปรุงให้เป็นสภากาชาดสากล (International  Commitee  of the Red Cross) และได้เจริญเป็นปึกแผ่นเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
          สัญลักษณ์ของกาชาดคือเครื่องหมายกากบาทแดงอันเป็นการให้เกียรติแก่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดกาชาด แต่เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดว่าเครื่องหมายกากบาทมีความสำคัญทางคริสต์ศาสนาในอนุสัญญาเจนีวาจึงอนุมัติให้ประชากรมุสลิมใช้เครื่องหมายซีกวงเดือนแดงแทนกากบาทแดงทั่วโลกถือกันว่าวันที่  ๘  พฤษภาคมของทุกปีซึ่งตรงกับวันเกิดของอังรี ดูนังต์ เป็นวันที่ระลึกกาชาดสากล  และจวบถึงปี พ.ศ. ๒๕๒๓ สภากาชาดสากลมีสภาชิกรวมทั้งสิ้น ๑๒๖ ประเทศ สภากาชาดแต่ละประเทศตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ร่วมในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไข้และบาดเจ็บ ทั้งในยามสงครามและยามสงบ  ตลอดจนการบรรเทาสาธารณภัยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ชั้น วรรณะ ลัทธิ ศาสนา หรืออุดมคติในทางการเมืองของผู้ประสบภัยพิบัติ นอกจากนี้ยังมีองค์กรซึ่งทำหน้าที่ประสานงานของสภากาชาดไปประเทศต่างๆเรียกว่า  "สันนิบาตสภากาชาด"  ซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อวันที่๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ โดยนายเฮนรี พี. เดวิดสัน(Henry  P.Davidson) เป็นผู้ริเริ่ม และในขณะนี้มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์



สภากาชาดไทย


ลสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี

          ความคิดที่จะให้มีสภากาชาดไทย เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) ซึ่งเป็นปีที่เกิดกรณีพิพาทแย่งดินแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส อันเป็นผลให้เกิดมีการสู้รบกันขึ้น  ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงษ์หัวหน้าหญิงไทยสกุลสูงในสมัยนั้นมีความห่วงใยในทหารบาดเจ็บ จึงนำความกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี ขอให้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ในการจัดตั้งองค์การบรรเทาทุกข์ทหาร ในทำนองเดียวกับสภากาชาดในต่างประเทศ ซึ่งในที่สุดพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งองค์กรดังกล่าว โดยใช้ชื่อว่า "สภาอุณาโลมแดง" โดยมีเจ้านายฝ่ายในชั้นสูง และหญิงผู้มีเกียรติอาสาสมัครเข้าปฏิบัติงานในองค์กรที่จัดตั้งขึ้น มีกิจกรรมสำคัญ คือ การส่งเวชภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า และของใช้ไปบำรุงทหารในสนามรบ
          กิจกรรมของสภาอุณาโลมแดงได้ซบเซาลงภายหลังกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสได้สิ้นสุดลง และได้กลับมาฟื้นฟูขึ้นใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานที่ดินและทุนทรัพย์ก่อสร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ขึ้นอยู่กับสภากาชาดสยามที่วิวัฒนาการมาเป็นสภากาชาดไทยในปัจจุบัน คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้รับรองสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๓ และสันนิบาตสภากาชาดได้รับสภากาชาดไทยเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๔
          สภากาชาดไทยมีตัวแทนอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ในนามของ "เหล่ากาชาดจังหวัด" ซึ่งมีหน้าที่บรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยและราษฎรที่ยากจนในท้องถิ่นทุรกันดาร ตลอดจนสนับสนุนและส่งเสริมกิจการอนุกาชาด อาสากาชาด บริการโลหิต และบริการดวงตาอีกด้วย
          ในปัจจุบัน สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยและสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาสภากาชาดไทย

วันเสาร์, เมษายน 06, 2556

อึ้ง! คำทำนายนางสงกรานต์2556 ดุเดือด เกิดสงครามกลางเมือง

อึ้ง! คำทำนายนางสงกรานต์2556 ดุเดือด เกิดสงครามกลางเมือง

เป็นประจำทุกวันสงกรานต์ของทุกปีที่จะมีการประกาศนางสงกรานต์ โดย นางสงกรานต์ปี 2556 ชื่อว่า นางมโหทรเทวี โดยปีนี้มีคำทำนายค่อนข้างดุเดือด

วันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน เวลา 1 นาฬิกา 58 นาที 48 วินาที ตรงกับเวลา 2 นาฬิกา 16 นาที 48 วินาที (เวลามาตรฐานประเทศไทยปัจจุบัน) จันทรคติตรงกับ วันเสาร์ขึ้น 3 ค่ำ เดือนห้า(5) ปีมะเส็ง

นางสงกรานต์ปี 2556 คือนางมโหทรเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกสามหาว(ผักตบชวา) อาภรณ์แก้วนิลรัตน์ ภักษาหารเนื้อทราย หัตถ์ขวาทรงจักร หัตถ์ซ้ายทรงตรีศูล เสด็จไสยาสน์หลับเนตร (นอนหลับตา) มาเหนือหลังมยุรา(นกยูง) เป็นพาหนะ
เกณฑ์พิรุณศาสตร์ ปีนี้ ศุกร์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 600 ห่า ตกในเขาจักรวาล 240 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 180 ห่า ตกในมหาสมุทร 120 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 60 ห่า เกณฑ์ธาราธิคุณ ชื่อ อาโป (ธาตุน้ำ) น้ำมาก น้ำท่วม
เกณฑ์นาคราชให้น้ำ ปีมะเส็ง นาคราชให้น้ำ 1 ตัว ทำนายว่าฝนต้นปีมาก กลางปีงาม แต่ปลายปีน้อยแล

เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ปาปะ ข้าวกล้าในไร่นา จะได้ 1 ส่วน เสีย 10 ส่วน คนทั้งหลายจะตกทุกข์ได้ยากลำบากแค้น เพราะกันดารอาหารบ้าง จะฉิบหายเป็นอันมากแล

วันเถลิงศก ตรงกับ วันอังคารที่ 16 เมษายน เวลา 5 นาฬิกา 56 นาที 24 วินาที ตรงกับเวลา 6 นาฬิกา 14 นาที 24 วินาที (เวลามาตรฐานประเทศไทยปัจจุบัน) จันทรคติตรงกับ วันจันทร์ ขึ้น 5 ค่ำ เดือนห้า(5) ปีมะเส็ง

คำทำนายสงกรานต์ 2556 วันเสาร์เป็นวันมหาสงกรานต์ : จะเกิดอันตรายกลางเมือง จะเกิดเพลิง และ โจรผู้ร้าย และจะเจ็บไข้นักแล ฯ วันจันทร์ เป็นวันเนา : เกลือจะแพง นางพระยาจะร้อนใจ มักจะเกิดความไข้ต่างๆ วันจันทร์ เป็นวันเถลิงศก : พระราชเทวี และหมู่นางสนม ราชบริพาร จะประกอบไปด้วยสุขและสมบัติทั้งปวง นางสงกรานต์ ไสยาสน์หลับเนตร (นอนหลับตา) : พระมหากษัตริย์จะเจริญรุ่งเรืองดี

ขอบคุณเนื้อหา sanook.com ค่ะ

วันศุกร์, มีนาคม 29, 2556

Salar de Uyuni ทะเลเกลือ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


Salar de Uyuni เป็น ทะเลเกลือ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ โบลิเวีย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร สูงจากระดับน้ำทะเล 3,500 เมตร ตามตำนานจากปากคนท้องถิ่น เล่าว่า ทะเลเกลือ Salar de Uyuni เกิดจากน้ำตาอันพรั่งพรูผสานกับน้ำนมที่หลั่งรินของนางยักษี Tunupa ที่ร้องไห้ขณะให้นมลูก หลังจากถูก Kushku ผู้เป็นสามีทิ้งไป ทะเลเกลือ แห่งนี้ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าSalar de Tunupa 





สีขาวละลานตาของ เม็ดเกลือ ตัดกับ สีฟ้าใสของนภา เกิดเป็นภาพสวยงามจับตา โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน มวลทรายปกคลุมทั่วผืนน้ำ เปรียบได้กับกระจกบานใหญ่ส่องแสงระยิบระยับ วาววับสะท้อนมนต์เสน่ห์แห่ง ทะเลเกลือ

นมเพิ่มพลังสมอง


คอลัมน์ ส่องโรคไขสุขภาพ
เป็นที่ทราบดีกันอยู่แล้วว่า "นมสด" อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งข้อมูลจากบริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า นม 1 แก้ว มีประโยชน์มาก เพราะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต เพิ่มความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มพลังให้สมองสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและความจำได้ดี
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับที่นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งเมน (University of Maine) ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเซาท์ออสเตรเลีย (University of South Australia) ศึกษาวิจัยโดยทดลองกับกลุ่มตัวอย่างชายหญิงอายุ 23-98 ปี 972 คน เริ่มจากสำรวจประวัติภูมิหลัง และพฤติกรรมการบริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมของกลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนการดื่มชา กาแฟ การควบคุมอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างทดสอบสติปัญญา (Brain Test) 8 ชุด ทั้งสมาธิ การสังเกต การแยกแยะ ความจำ และการเรียนรู้
ผลวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว จะทดสอบได้ผลคะแนนดีกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ดื่มนมน้อย หรือไม่ดื่มนมเลยในทุกช่วงอายุ และในบางการทดสอบ กลุ่มตัวอย่างที่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมน้อยจะมีโอกาสไม่ผ่านการทดสอบสติปัญญาประมาณ 5 เท่าของกลุ่มตัวอย่างที่บริโภคนมเป็นประจำ นั่นเพราะในนมมีสารอาหารสำคัญ เช่น แมกนีเซียม สามารถลดอาการเสื่อมของความทรงจำ นอกจากนี้ในนมยังมีทั้งวิตามินบี 1 และ วิตามินบี 12 ที่ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง และกล้ามเนื้อ ดังนั้น นมจึงมีประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะเสริมความแข็งแรงของหัวใจ กระดูกและฟัน ลดความดันโลหิต ลดความเสี่ยงเบาหวาน อย่างที่เคยเข้าใจกันมาก่อนหน้านี้

วันจันทร์, มีนาคม 25, 2556

จอร์จ สตีเฟนสัน

จอร์จ สตีเฟนสัน : George Stephenson


เกิด        วันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1781 ที่เมืองนิวาคลาสเซิล (New Castle) ประเทศอังกฤษ (England)
เสียชีวิต วันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1848 ที่ประเทศอังกฤษ (England)
ผลงาน 
  - สร้างหัวจักรรถไฟคันแรกของโลก

         ปัจจุบันการเดินทางด้วยรถไฟถือว่าเป็นวิธีที่สะดวกรวดเร็ว และปลอดภัยมากที่สุดวิธีหนึ่งไม่เพียงแต่การเดินทางเท่านั้น รถไฟ
ยังมีประโยชน์ในกิจการขนส่งอีกด้วย ในปัจจุบันรถไฟสามารถวิ่งเร็วได้กว่า 200 ไมล์ ต่อชั่วโมง แต่รถไฟคันแรกที่สร้างขึ้นโดย
จอร์จ สตีเฟนสันวิ่งได้เพียง 29 ไมล์ต่อชั่วโมง เท่านั้น แต่นั่นคือต้นกำเนิดของกิจการรถไฟทั้งในประเทศอังกฤษ รวมถึงกิจการ
รถไฟของโลก



        สตีเฟนสันเกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1781 ที่เมืองนิวคลาสเซิล ประเทศอังกฤษ บิดาของเขาชื่อ โรเบิร์ต สตีเฟนสัน
(Robert Stephenson) เป็นกรรมกรในเหมืองแร่ที่ยากจน ทำให้สตีเฟนสันไม่มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนเลย อีกทั้งต้อง
ทำงานช่วยเหลือครอบครัวโดยการรับจ้างดูแลฝูงวัว ต่อมาเมื่อเขาอายุได้ 14 ปี ได้เข้าไปทำงานเป็นกรรมในเหมืองถ่ายหิน โดยมี
หน้าที่คัดแยกถ่านหิน และเป็นผู้ช่วยของบิดาในอัตราค่าแรง 1 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ในระหว่างที่เขาทำงานในเหมือนถ่านหิน เขาได้
เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกต่าง ๆ ที่ใช้ภายในเหลืองซึ่งเป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษ นอกจากนี้เขายังใช้เวลาในตอน
กลางคืนไปเรียนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีวิศวกรรมเบื้องต้นอีกด้วย และจากความรู้ความสนใจเรื่องเครื่องกลก็ได้นำประโยชน์มาสู่ เขาในวันหนึ่ง เมื่อเครื่องสูบน้ำภายในเหมืองเกิดเสีย นายช่างของเหมืองหลายคนได้พยายามหาวิธีแก้ไข แต่ไม่สามารถทำได้
แม้แต่หัวหน้าวิศวกรรมของเหมืองก็ไม่สามารถซ่อมได้ สตีเฟนสันรับอาสาซ่อมเครื่องสูบน้ำ และเขาก็สามารถซ่อมได้ เขาได้รับ รางวัลจากผู้จัดการเหมืองจำนวน 10 ปอนด์ และได้เลื่อนตำแหน่งเป็นคนคุมเครื่องจักร ได้รับเงินเดือนปีละ 100 ปอนด์ ทำให้
ฐานะความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้นอย่างมาก

        ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1768 เจมส์ วัตต์ (James Watt) นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษสามารถสร้างเครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จ ได้มีนักประดิษฐ์จำนวนมากนำเครื่องจักรไอน้ำมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องจักรชนิดต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ไม่เป็นผลมากนัก เช่น
ในปี ค.ศ.1800 นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสได้สร้างรถจักรไอน้ำขึ้นแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเมื่อนำไปทดลองวิ่งได้วิ่งชน
กำแพง ถึงเขาจะ ได้เสียชีวิตแต่ก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ทำให้ต้องล้มเลิกไป ต่อมานักประดิษฐ์ชาวสก๊อตได้นำเครื่องจักรไอน้ำมาสร้าง
เรือกลไฟ ซึ่งได้รับความนิยมอยู่พอสมควรแต่เครื่องจักรไอน้ำใช้การได้ไม่ดีนัก เพราะมีกำลังไม่มากพอ เรือจึงวิ่งด้วยความเร็ว
ไม่มากนัก ต่อมาในปี ค.ศ. 1800 วิชาร์ดทราวิค (Richard Travick) วิศวกรชาวอังกฤษได้สร้างรถจักรไอน้ำเป็นผลสำเร็จ ทาง
เหมืองแร่ที่สตีเฟนสันทำงานอยู่ได้นำรถจักรชนิดนี้มาใช้งานขนถ่านหินภายในเหมือง แต่รถจักรไอน้ำของทราวิคมีข้อเสียหลายอย่าง
ทั้งวิ่งได้ช้า และน้ำหนักมากก็ทำให้ถนนได้รับความเสียหาย จึงมีการสร้างราง (คล้ายรางรถไฟ) สำหรับรถจักรวิ่ง แต่ก็ยังคงมี
ปัญหาอยู่ คือ รถมักตกรางอยู่บ่อย ๆ ทำให้ไม่เป็นที่นิยมนัก ต่อมาจึงมีผู้ปรับเปลี่ยนล้อของรถให้เป็นเหล็ก และมีร่องสำหรับวิ่งบน
รางเหล็กที่สร้างขึ้น แต่ปัญหาที่รถวิ่งได้ช้ามากก็ยังคงมีปัญหา สตีเฟนสันรับอาสาเจ้าของเหมืองว่าจะปรับปรุง ให้รถจักรมีความเร็ว
และประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเจ้าของเหมืองก็ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี สตีเฟนสันใช้เวลานานถึง 10 เดือน ในที่สุดรถจักรของเตา
ก็เป็นผลสำเร็จ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1814 รถจักรของสตีเฟนสันมีตัวถึงเป็นไม้ มีล้อเหล็ก 4 ล้อ วิ่งได้ 4 ไมล์ต่อชั่วโมง
สามารถลากรถถ่านหินได้ถึง 30 ตัน สตีเฟนสันตั้งชื่อรถองเขาว่า บลูเซอร์ (Blueser)

        ในระหว่างนั้นเอ็ดเวิร์ด พิส (Edward Piss) ได้สร้างทางรถไฟจากเมืองสตอคตัน (Stockton) ไปยังเมืองดาร์ลิงตัน
(Daringtion) สำหรับให้รถบรรทุกสินค้าวิ่งได้สะดวกรวดเร็วขึ้น นับว่าเป็นทางรถไฟสายแรกของโลก สตีเฟนสันได้เดินทาง
มาหาพิสเพื่อให้พิสสนับสนุนเขา ในการสร้างรถจักรไอน้ำ โดยสตีเฟนสันได้นำรถจักรที่เขาสร้างมาด้วย พิสได้เห็นถึงความ
สามารถของสตีเฟนสันจึงตกลงให้การสนับสนุนสตีเฟนสัน ในการสร้างหัวรถจักร โดยสตีเฟนสันได้รับค่าจ้างเป็นเงินปีละ
300 ปอนด์ เขาทำงานอย่างหนักตลอดเวลา อีกทั้งได้จ้างผู้ช่วยด้วยเงินส่วนตัวของเขามาช่วยทำงานและในปี ค.ศ. 1825 หัวรถ
จักรคันแรกของโลกก็เกิดขึ้น โดยมีอัตราความเร็ว 15 ไมล์ต่อชั่วโมงแต่ถึงอย่างนั้น รถไฟก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนัก เพราะคน
ส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า รถจักรยานวิ่งได้ช้าจนกระทั่วคนทั่วไปเริ่มรู้ว่ารถไฟของสตีเฟนสันสามารถวิ่งได้เร็ว และสะดวกสบายกว่า
รถม้า อีกทั้งก็ไม่ต้องหยุดพักเวลาเดินทางไกล ๆ แม้ว่ากิจการรถไฟจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ก็ถูกขัดขวางในการสร้างทางรถไฟ
จากเจ้าของกิจการรถม้าที่เสียผลประโยชน์ เจ้าของที่ดิน เป็นต้น แต่ทางรัฐบาลอังกฤษได้เล็งเห็นประโยชน์ของกิจการรถไฟ
จึงประกาศใช้กฤษฎีกาใช้สร้างทางรถไฟขึ้นในปี ค.ศ. 1826 ระหว่างเมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester) ถึงเมืองลิเวอร์พลู
(Liverpool) การสร้างทางรถไฟสายนี้เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะต้องสร้างสะพานถึง 36 แห่ง ตัดผ่านภูเขาสูงเจาะ
อุโมงค์ รวมถึงต้องถมบึงบางแห่งด้วย แต่ในที่สุดทุกอย่างก็เป็นได้ด้วยความเรียบร้อย

         ในปี ค.ศ. 1872 ทางรถไฟสายนี้ได้เปิดทำการเป็นครั้งแรก สตีเฟนสันได้นำหัวรถจักรคันใหม่ที่เขาได้พัฒนาปรับปรุง
จนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และวิ่งได้เร็วถึง 29 ไมล์ต่อชั่วโมง และนายกรัฐมนตรีของอังกฤษดยุคแห่งเวลลิงตัน (Dule of
Wellington) เดินทางมาเป็นเกียรติในงานเปิดทำการเส้นทางรถไฟนี้ ตีเฟนสันถือได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่ทำการ
บุกเบิกกิจการรถไฟให้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่เป็นผู้สร้างหัวรถจักรเท่านั้น เขายังเป็นผู้คุมงานสร้างทาง
รถไฟอีกด้วย กิจการรถไฟในประเทศอังกฤษมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นเป็นลำดับ และขยายเส้นทางไปยังเมืองต่าง ๆ ทั่วทั้ง
ประเทศ ไม่เฉพาะในอังกฤษเท่านั้น กิจการรถไฟยังได้ขยายตัวไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย แม้ว่าใน
ปัจจุบันการเดินทางจะมีให้เลือกมากมายหลายทาง ทั้งทางรถยนต์ เครื่องบิน และเรือ แต่การเดินทางด้วยรถไฟก็ยังคงเป็นที่นิยม
กันอยู่ เพราะสะดวก ประหยัด และปลอดภัย

         สตีเฟนสันเสียชีวิตในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1848 ศพของเขาถูกฝังอยู่ที่โบสถ์เวสต์มินสเตอร์ (Westminster Church)
แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่กิจการรถไฟก็ยังคงดำเนินต่อไปโดยผู้ที่สืบทอดกิจการต่อจากเขาก็คือ ริชาร์ด สตีเฟนสัน (Richard
Stephenson) ซึ่งถือได้ว่าคือผู้ที่บุกเบิกกิจการรถไฟจนมีความก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้